สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิต

ตุ๊กตุ๊กหัวกบ มนต์เสน่ห์เมืองตรัง

Tuk-Tuk-In-Trang

รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ เป็นรถบรรทุกสามล้อขนาดเล็ก ที่ใช้ในการขนส่งสิ่งของสำหรับอุตสาหกรรมขนาดเล็กจากประเทศญี่ปุ่น ถูกดัดแปลงมาจากรถบรรทุกสามล้อขนาดใหญ่ เพื่อใช้เป็นยานพาหนะสามล้อขนส่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็กในสมัยก่อน โดยเน้นการออกแบบตัวรถและสีของรถให้เป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะตัวรถในรูปแบบของกระบะสามล้อขนาดเล็ก ไม่มีหลังคาครอบด้านหลัง อีกทั้งหัวรถยังมีลักษณะคล้ายกับหัวกบ จึงทำให้รถบรรทุกสามล้อขนาดเล็กคันนี้ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเชียรวมทั้งประเทศไทย ปัจจุบัน รถตุ๊กตุ๊กหัวกบ กลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของอำเภอเมืองตรัง แม้จะมีอายุที่มากกว่าครึ่งศตวรรษแล้วก็ตาม แต่ในปัจจุบันชาวตรังยังคงใช้รถตุ๊กตุ๊กหัวกบเป็นรถโดยสารบริเวณรอบอำเภอเมืองตรัง จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจนักถ้าหากจะเห็นนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวจังหวัดตรังส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มักจะไม่พลาดโปรแกรมนั่งรถตุ๊กตุ๊กหัวกบตระเวนรอบเมืองตรัง ประวัติ บริษัท ไดฮัทสุ (Daihatsu Motor Co., Ltd.) เริ่มทำการผลิตรถบรรทุกสามล้อขนาดเล็กในปี พ.ศ. 2500 สำหรับรถบรรทุกสามล้อขนาดเล็กที่มีลักษณะด้านหน้าคล้ายกบนั้น มีชื่อเรียกว่า ไดฮัตสุ มิดเจ็ต (Daihatsu Midget) โดยมีการผลิตออกมาทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นมิดเจ็ต เอ็มพี4 (MP4 Midget) รุ่นมิดเจ็ต เอ็มพี5 (MP5

เชียงคานมีอะไร? แล้วทำไมต้องไปเชียงคาน…

ตักบาตรข้าวเหนียว

กับคำถาม…เชียงคานมีอะไร? แล้วทำไมต้องไปเชียงคาน… หลายๆคน หลายๆความคิด หลายๆความรู้สึก หลายๆจิต หลายๆใจ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไปเที่ยวเชียงคานทุกปี…ไปจนจำอะไรๆได้เกือบทุกซอกทุกมุมของเชียงคาน ก็ดันมีความคิดขึ้นมาว่า เค้ามาทำอะไรกันนะที่เชียงคาน บางคนอาจจะมาเพราะกระแส บางคนอาจจะมาเพราะใจอยากมา บางคนอาจจะมาเพราะความจำเป็นหรืออะไร….ฯลฯ ซึ่ง ทุกคนที่มาเที่ยว ผมคิดว่าอย่างคุ้นๆต้องหาข้อมูลของเชียงคานมากันบ้างแล้ว ว่าเชียงคาน มีอะไร…… และนั่นก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า คุณมาเชียงคานเพื่อจุดประสงค์อะไร? ทีนี้ผมก็จะอธิบายตามนี้นะครับ ลองมาอ่านกันดู สิ่งที่ควรรู้ก่อนเดินทางมาเชียงคานครับ เชียงคานเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และน่าหลงไหลก็จริง แต่มีบางอย่างที่นักท่องเที่ยวมือใหม่ ควรเตรียมตัวรับมือเอาไว้บ้าง แต่รับรองว่าจะไม่ใช่ปัญหาที่จะทำให้ทริปเที่ยวเชียงคานของคุณหมดสนุกอย่างแน่นอน ข้อแรก ที่นี่จะใช้จักรยานเป็นพาหนะ ดังนั้นถ้าใครขี่จักรยานไม่เป็น คงต้องเหนื่อยกันหน่อย หากเดินเที่ยวในเมืองคงไม่ต้องเสียเหงื่อมากนัก แต่ถ้าอยากไปเที่ยวสถานที่สำคัญรอบนอกคงจะเดินไม่ไหวแน่ๆ อาจจะต้องใช้บริการมอเตอร์ไซด์หรือรถรับจ้างของชาวบ้านแทน ข้อที่สอง อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารอีสานรสชาติดั่งเดิม บางเมนูก็จะเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวเชียงคานแท้ๆ รสชาติและหน้าตาของอาหารจึงอาจจะไม่เหมือนกับที่เคยกินมา หลายคนไม่คุ้นเคยเท่าไหร่ก็พาลไม่ยอมกินเสียดื้อๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณได้พลาดของอร่อยไปอย่างน่าเสียดายแล้ว

ROUTE 12

ROUTE 12

มนต์เสน่ห์แห่งถนนสาย 12 ด้วยกลิ่นอายเข้มข้นของโลกตะวันตก ที่ถูกยกมาไว้ที่เขาค้อ เป็นบรรยากาศที่เข้ากันได้อย่างกลมกลืนระหว่างสิ่งก่อสร้างที่ถูกรังสรรค์ ขึ้น กับทิวทัศน์ตามธรรมชาติทิวเขาเบื้องหลัง จนหลายต่อหลายคนหมายตาไว้เป็นจุดแวะที่ต้องมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกอีกแห่งหนึ่ง หน้าร้านที่ถูกตกแต่งเป็นปั๊มน้ำมัน แหล่งแวะพักริมทาง ยามต้องการเพิ่มพลังจากการเดินทางยาวนานบนเส้นทาง Route 12 ภายในร้าน ก็ประดับประดาไปด้วยสิ่งสะสมที่เข้ากับบรรยากาศร้านได้เป็นอย่างดี อย่างกับเดินหลงเข้าไปในร้านคาวบอย ในเท็กซัส ป้ายทะเบียนรถน่ารักๆ โลโก้สินค้าเก่าๆ แม้กระทั่งพัดลมโบราณเล็กๆ ล้วนทำให้สามารถเคลิ้มไปกับบรรยากาศรอบข้าง รูท 12 เป็นจุดศูนย์รวมร้านค้าหลากหลายรูปแบบ มีร้านอาหารและเครื่องดื่ม มีร้านไอศครีม ร้านขายของที่ระลึก รวมไปถึงร้านตัวแทนขายสินค้าจากรีสอร์ทดังหลายแห่งบนเขาค้อ หลังร้านวางมุมสบายๆ ไว้สำหรับจิบกาแฟ หรือช็อคโกแลตเย็น ซักแก้ว บราวนี่ นุ่มๆ ซักชิ้น ชมวิว ชิลๆ กับกาแฟกรุ่นๆ บนโต๊ะ กับทิวทัศน์กว้างไกลสุดสายตา

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก และอำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 191,875 ไร่ ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2527 เป็นพื้นที่ที่มีธรรมชาติแปลกตาและสวยงาม ทั้งยังเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ เป็นยุทธภูมิสำคัญในอดีต ที่เกิดจากความขัดแย้งของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ภูหินร่องกล้ามีลักษณะภูมิอากาศคล้ายกับภูเขาสูงของจังหวัดเลยเช่น ภูกระดึงและภูเรือ เนื่องจากมีความสูงในระดับไล่เลี่ยกัน อากาศจะหนาวเย็นเกือบตลอดปี โดยเฉพาะในฤดูหนาว อุณหภูมิจะต่ำประมาณ 4 องศาเซลเซียส แม้ในฤดูร้อนอากาศก็ยังเย็นสบาย อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 18-25 องศาเซลเซียส แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเขตอุทยานฯ ทางด้านประวัติศาสตร์ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์การสู้รบ โรงเรียนการเมืองการทหาร กังหันน้ำ

พระขี่ม้าบินฑบาตร

วัดป่าอาชาทอง

ที่มาของการขี่ม้าบิณฑบาตร จากเดิมที่พระครูบาเหนือชัยเดินขึ้นลงเขาเพื่อรับบาตรจากญาติโยม ได้ฉันบ้าง ไม่ได้ฉันบ้าง ด้วยหนทางที่ห่าง ไกลกว่าท่านจะเดินถึงวัดก็เลยเวลาฉันเพล ชาวบ้านจึงสงสารนำม้ามาถวายเพื่อให้ท่านใช้เป็น พาหนะในการเดิน ทาง ซึ่งม้าดังกล่าวเป็นม้าที่มีลักษณะดี ร่างกายกำยำ พระครูบาจึงตั้งชื่อให้ว่า ‘ม้าอาชาทอง’ และใช้ชื่อดังกล่าว เป็นชื่อวัดด้วย จึงเป็นที่มาของ “วัดป่าอาชาทอง” และพระขี่มาบิณฑบาต ซึ่งสร้างความแปลกใจจนกลายเป็น หนึ่งใน ‘unseen Thailand’เมื่อท่านมีม้าเป็นพาหนะจึงทำให้การบิณฑบาตและเดินทางเผยแผ่ธรรมะ ได้รับความ สะดวกมากขึ้น แม้พระครูบาจะต้องขี่ม้าเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า 5 กิโลเมตรเพื่อรับบาตรจากสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา บางครั้งอาหารที่ได้มาตกหล่นไปกว่าครึ่ง เพราะเวลาม้าควบตะบึงไปตามทาง มันคดโค้ง ขรุขระ ของก็กระเด้ง กระดอนหล่นหมด พระครูบาท่านทนร้อนทนหนาวข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่า เพื่อนำอาหารที่เหลือจากฉันไปแจกจ่าย ให้ชาวเขาเพราะพวกนี้ยากจนมาก ท่านก็เผยแผ่ธรรมะไปด้วย ท่านก็ไม่เคยบ่นไม่เคยท้อ ท่านอยากให้ชาวบ้าน มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม

สังขละบุรี

สะพานไม้อุตตมานุสรณ์

สังขละบุรี เป็นอำเภอที่ติดต่อกับชายแดนพม่า ห่างจากตัวเมืองประมาณ 215 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากอำเภอ ทองผาภูมิ 74 กิโลเมตร เมืองชายแดน แห่งนี้ รายล้อมด้วยธรรมชาติและขุนเขาอัน เขียวขจี มีแม่น้ำซองกาเลีย ไหลจากต้นกำเนิดในประเทศพม่า พาดผ่านอำเภอสังขละบุรีหล่อเลี้ยงผู้คน สองฟากฝั่งแม่น้ำ และเชื่อมสัมพันธ์ ชนชาติิมอญทั้งสองประเทศ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม่น้ำซองกาเลียจึงเป็นชื่อเรียก จากภาษามอญแปลเป็น ไทยว่า“ฝั่งโน้น” แม่น้ำซองกาเลียแบ่งแผ่นดินอำเภอสังขละบุรีออกเป็น สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือตัวอำเภอ ซึ่งรวม สถานที่ราชการและสถานที่พัก สำหรับ นักท่องเที่ยว ซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยที่พูดภาษาไทย ภาคกลางส่วน อีกฝั่งหนึ่ง เป็นหมู่บ้านของชาวมอญทั้งที่ตั้งรกราก มานานนับร้อยปีและเพิ่ง อพยพเข้ามาใหม่สังขละบุรีเมืองที่ มีความงามหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ของพี่น้องต่างเผ่าพันธุ์ ทั้งมอญ กระเหรี่ยง

เมืองเชียงคาน

เมืองเชียงคาน

ประวัติความเป็นมาเมืองเชียงคานเดิมตั้งอยู่ที่เมืองชะนะคาม ประเทศลาว ซึ่งสร้างโดยขุนคาน โอรสของขุนคัวแห่งอาณาจักรล้านช้าง เมื่อประมาณ พ.ศ. 1400 ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2250 อาณาจักรล้านช้างแยกออกเป็นสองอาณาจักรคือ อาณาจักรหลวงพระบาง ซึ่งมีพระเจ้ากีสราชเป็นกษัตริย์ และอาณาจักรเวียงจันทน์ ซึ่งมีพระเจ้าไชยองค์เว้เป็นกษัตริย์ โดยกำหนดอาณาเขตให้ดินแดนเหนือแม่น้ำเหืองขึ้นไปเป็นอาณาเขตหลวงพระบาง และใต้แม่น้ำเหืองลงมาเป็นอาณาเขตเวียงจันทน์ ต่อมาทางหลวงพระบางได้สร้างเมืองปากเหืองซึ่งอยู่ฝั่งขวาของแม่น้ำโขงเป็นเมืองหน้าด่านและทางเวียงจันทน์ได้ตั้งเมืองเชียงคาน เดิมเป็นเมืองหน้าด่านเช่นกัน ต่อมา พ.ศ. 2320 พระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกกับพระสุรสีห์ ยกทัพไปตีกรุงเวียงจันทน์ ตีเวียงจันทน์ได้จึงได้อันเชิญพระแก้วมรกต กลับมายังกรุงธนบุรี แล้วได้รวมอาณาจักรล้านช้างเข้าด้วยกันและให้เป็นประเทศราชของไทย และได้กวาดต้อนผู้คนพลเมืองมาอยู่เมืองปากเหืองมากขึ้น แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เมืองปากเหืองไปขึ้นกับเมืองพิชัย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์ เจ้าเมืองเวียงจันทน์ คิดกอบกู้เอกราชเพื่อแยกเป็นอิสระจากไทยโดยยกกำลังจากเวียงจันทน์มายึดเมืองนครราชสีมา แต่ในที่สุดเจ้าอนุวงค์ถูกจับขังจนสิ้นชีวิต กองทัพไทยที่ยกมาปราบเจ้าอนุวงศ์ที่นครราชสีมาได้ยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากฝั่งซ้ายของลำน้ำโขงมายังเมืองปากเหืองมากขึ้น และโปรดเกล้าฯ ให้พระอนุพินาศ

เมืองเชียงราย

Chiang-Rai

จังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือของประเทศไทย เป็นที่ตั้งของเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อตั้งอาณาจักรล้านนา อาทิ เมืองเชียงแสน เมืองเชียงราย เมืองเชียงของ เมืองเธริง หรือ เมืองเทิง เป็นต้น เชียงราย เป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย เป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยเชียงแสนของพญามังราย ผู้ก่อตั้งเมืองเชียงรายบนพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำกก อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้บนดอยสูงที่สลับซับซ้อน เป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำและน้ำตกอันงดงามหลายแห่ง และมีเทือกเขาผีปันน้ำที่เป็นพรมแดนกั้นประเทศสหภาพพม่าจนถึงด้านทิศเหนือ อีกทั้งเป็นจุดแรกที่แม่น้ำโขงไหลผ่านประเทศไทย เป็นพรมแดนกั้นกลางระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเชียงรายมีประชากรหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวไทยพื้นราบ ชาวไทยภูเขา และชาวจีนฮ่อที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่บนดอยสูง

เที่ยวเชียงใหม่

doi-suthep

จังหวัดเชียงใหม่: นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ หรือเวียงพิงค์ ก่อตั้งโดยพญามังรายมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายเมื่อพ.ศ. 1839 ราชวงศ์นี้ได้ปกครองต่อมาอีก 200 ปี เชียงใหม่จึงตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศพม่าในปีพ.ศ. 2101 ต่อมาในปีพ.ศ. 2317 พระเจ้าตากสินมหาราชมาขับไล่พม่าจนพ่ายแพ้ไป เชียงใหม่จึงรวมเข้าในอาณาจักรสยามนับแต่นั้นมา ปัจจุบัน จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดหนึ่งของไทย และนับเป็นเมืองใหญ่และสำคัญที่สุดของภาคเหนือ คลุมพื้นที่กว่าประมาณ 20,107 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ และถือว่ามีประชากร 1,655,642 คน มากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ ทิศเหนือติดต่อกับรัฐฉานของพม่า สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด เชียงใหม่มีอยู่มากมาย จะเน้นไปทางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น ภูเขา ดอยสุเทพ น้ำตก เป็นต้นซึ่งในแต่ละที่ท่องเที่ยวก็มีความงดงามไม่แพ้กัน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสได้ และ นอกจากในเรื่องของการท่องเที่ยวที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมการบริการอื่น ๆ

อำเภอปาย แม่ฮ่องสอน

ทุ่งบัวตอง

ปาย เป็นเมืองเล็ก ๆ ถูกโอบล้อมไปด้วยขุนเขา สูงตระหง่านเป็นรอยต่อชายแดนไทย-พม่า ฤดูหนาวอากาศเย็นจัด ปายเมืองเล็กๆแห่งนี้มักจะปกคลุมไปด้วยสายหมอก ละอองน้ำจางๆ ยามเช้า บรรยากาศอันเงียบสงบ ทุ่งนาสีเขียว ท้องฟ้าสีคราม กับแสงแดดอุ่นๆ ที่ทอดผ่านม่านหมอกหนา แลเห็นต้นสนไม้ยืนต้นเมืองหนาวสูงใหญ่เป็นทิวแถวตามเชิงเขา วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของผู้คน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์นี้ ปายได้ดึงดูดนักเดินทางรวมทั้งตัวผมเองให้มาสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งนี้ ปายได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งยุโรป ญี่ปุ่น มานานแล้ว สำหรับคนไทยแล้ว จะเป็นที่นิยมในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา จากการสำรวจ พบว่า คนไทยนิยมเที่ยวปาย มากขึ้น ถนนคนเดินปาย ขยายมากขึ้น จากสุดสะพานไม้ไผ่ริมน้ำปาย ไปถึง สี่แยกปายหนาว (Pai in Love) ไฮไลท์น่าจะอยู่ที่ถนนคนเดิน เริ่มตั้งแต่ 5